ทั้งนี้การประยุกต์ใช้ระบบปรับอุณหภูมิด้วยบ่ออากาศใต้ดินควบคู่กับระบบ VMC นั้นช่วยให้ทางอาคารสามารถประหยัดพลังงานได้เฉลี่ยถึงปีละ 9,100 กิโลวัตต์ ต่อปี (กล่าวคือ ระบบ VMC ช่วยประหยัดพลังงานปีละ 7,500 กิโลวัตต์ ในขณะที่ระบบบ่ออากาศใต้ดินช่วยให้ประหยัดพลังงานได้ประมาณ 1,600 กิโลวัตต์ ต่อปี )
นอกจากนี้แล้วอาคารแห่งนี้ยังได้ติดตั้งระบบสำรองพลังงานในรูปแบบไฮโดรเจนเป็นระบบกังเก็บพลังงานที่สามารถเก็บพลังงานได้ในปริมาณมากเพื่อกังเก็บพลังงานไฟฟ้าที่ผลิตได้ใช้ในยามจำเป็น ดังนั้นการเก็บพลังงานในรูปแบบไฮโดรเจน (ซึ่งเกิดจากการนำน้ำและกระแสไฟฟ้ามา ผ่านกระบวนการอิเล็คโทรไลซิสจะช่วยให้สามารถมีพลังงานสำรองใช้ และลดการพึ่งพาไฟฟ้าจากภายนอกได้มากที่สุด)
พร้อมกันนี้ทางโครงการยังได้นำระบบไฮโดรเจนที่ได้สำรองพลังงานไว้มาต่อเข้ากับเซลล์เชื้อเพลิง (Fuel Cell) เพื่อจ่ายไฟฟ้า และผลิตพลังงานความร้อนสำหรับอาคาร ซึ่งการประยุกต์ใช้เซลล์เชื้อเพลิงและไฮโดรเจนเข้ามาใช้จะช่วยให้ทางอาคารมีไฟฟ้าสำรองใช้ในช่วงที่มีอัตราการผลิตพลังงานหมุนเวียนต่ำกว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าของทางอาคารซึ่งเมื่อสามารถประยุกต์รูปแบบการผลิตพลังงานหมุนเวียนเข้ากับระบบ
การสำรองพลังงานไฮโดรเจน และการจ่ายไฟด้วยเซลล์เชื้อเพลิงแล้วก็จะช่วยให้ทางอาคารสามารถพึ่งพาตัวเองได้อย่างแท้จริงอย่างไรก็ตามเพื่อทำให้อาคารสามรถพึ่งพาตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนอาคารแห่งนี้ยังได้ใช้หลอดไฟให้แสงสว่างในอาคารเป็นหลอดฟลูออเรสเซนส์ T5 ชนิดประหยัดพลังงาน ส่วนในห้องน้ำ จะใช้หลอด LED ส่วนบริเวณโต๊ะทำงาน หรือบางพื้นที่ใช้ระบบเปิด-ปิดอัตโนมัติหรือหรี่ไฟผ่านระบบเซ็นเซอร์
ทั้งนี้จากการสอบถาม มร. บาร์นาเบ โบดูว์ ผู้จัดการโครงการของ Abalone Energie และผู้บรรยายหัวข้ออาคารสีเขียวได้บอกว่าประเทศไทยสามารถนำเทคนิคเหล่านี้มาประยุกต์ใช้บางส่วน อาทิ อาจจะติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บริเวณระเบียง หรือส่วนกันแดดด้านทิศใต้เพื่ อกักเก็บพลังงานจากแสงอาทิตย์ให้มากที่สุด และการนำระบบปรับอุณหภูมิอาคารด้วยบ่ออากาศใต้ดิน (CANADIAN WELL) มาประยุกต์ใช้ได้กับอาคารในประเทศไทย |