ประเทศโปแลนด์อาจจะกำลังกำลังเมียงมองหาทรัพยากรธรรมชาติที่ช่วยให้ประเทศลดการพึ่งพาพลังงาน โดยรัฐบาลโปแลนด์ได้มอบเงินสนับสนุนงานวิจัยเชิงสำรวจความเป็นไปได้ว่าควรขุดเจาะก๊าซธรรมชาติที่สะสมตัวใต้ชั้นหินหินดินดาน (Shale Gas) หรือไม่ ทั้งนี้ผู้เชี่ยวชาญบางรายเชื่อว่าโปแลนด์มีเชื้อเพลิงฟอสซิลดังกล่าวอยู่เป็นจำนวนมาก
อ้างอิงข้อมูลจากสมาคมถ่านหินและลิกไนต์แห่งยุโรป (The European Association for Coal and Lignite) ปัจจุบันประเทศโปแลนด์ใช้ถ่านหินเป็นพลังงานร้อยละ 90 นับเป็นประเทศที่มีการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นอันต้นๆ ประเทศหนึ่งก็ว่าได้ และยังเป็นประเทศผู้ส่งออกถ่านหินรายใหญ่ในทวีปยุโรปอีกด้วย กระนั้นประเทศโปแลนด์ให้คำมั่นสัญญาว่าจะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลง 20 เปอร์เซ็นต์ ภายในปี พ.ศ. 2563 ทั้งนี้ หากพบแหล่งกำเนิดก๊าซธรรมชาติอยู่ลึกกว่าชั้นหินดินดาน ก็อาจจะเปล่าประโยชน์
เบต้า สเตลแมช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่าอาจจะจริงที่ว่าประเทศโปแลนด์สนใจก๊าซธรรมชาติที่สะสมตัวใต้ชั้นหินหินดินดานเป็นอันดับต้นๆในทวีปยุโรป แต่ยังไม่ชัดเจนเลยว่าจะมีแหล่งก๊าซธรรมชาติกี่แห่ง และอาจจะยังไม่ทราบแน่ชัดในสามถึงห้าปีนี้ โดยรัฐบาลได้เชิญบริษัทสำรวจพลังงานขนาดใหญ่ให้ทำการสำรวจพื้นที่ที่อาจจะพบแก๊สธรรมชาติดังกล่าวทางตอนใต้ของประเทศ
ทั้งนี้ทั้งนั้น เป็นที่ทราบกันดีว่ากระบวนการสกัดก๊าซธรรมชาติที่สะสมตัวใต้ชั้นหินหินดินดานด้วยการอัดน้ำที่มีความดันสูง (Hydraulic Fracturing) กำลังเป็นที่ถกเถียง เนื่องจากมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างมาก กระบวนการดังกล่าวอาศัยการฉีดน้ำและสารเคมีต่างๆ ไปยังขั้นหินดินดานด้วยความดันสูง เพื่อละลายก๊าซ ทั้งนี้ เกิดการประท้วงต่อต้านกระบวนการสกัดก๊าซดังกล่าวในประเทศสหรัฐอเมริกา เนื่องจากมีการอ้างว่าอาจเกิดการปนเปื้อนของก๊าซในแหล่งน้ำในท้องถิ่น ตลอดจนอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม ส่วนประเทศฝรั่งเศส และบัลแกเรียได้ยกเลิกกระบวนการดังกล่าว เนื่องจากความกังวลด้านสิ่งแวดล้อม
เพอร์เซมีสลาฟ กัซ นักธรณีวิทยา ระบุว่าการอัดน้ำที่มีความดันสูงก่อให้เกิดความไม่มั่นใจ ทั้งนี้ทั้งนั้น ประเทศสหรัฐอเมริกาได้เริ่มใช้ระบบระบบการอัดน้ำที่มีความดันสูงดังกล่าวแล้ว นั่นก็หมายความว่าบริษัทที่ทำการสำรวจมีประสบการณ์สูงเมื่อถึงเวลาต้องสกัดก๊าซธรรมชาติที่สะสมตัวใต้ชั้นหินดินดาน ทั้งนี้ อาจเกิดอุบัติเหตุพียงแค่สองหรือสามครั้ง ซึ่งหากพิจารณาแล้ว ตัวเลขสถิติการเกิดอุบัติเหตุดังกล่าวอาจส่งผลดีต่อการทำการสำรวจก็ได้
อ้างอิงข้อมูลจากสมาคมถ่านหินและลิกไนต์แห่งยุโรป ปริมาณการใช้ไฟฟ้าในประเทศโปแลนด์จะเพิ่มขึ้นจากเดิม 30 เปอร์เซ็นต์ ภายในปี พ.ศ. 2573 ทั้งนี้ หากไม่สามารถหาแหล่งพลังงานอื่น โปแลนด์จำเป็นต้องพึ่งพาการนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างรัสเซีย ขณะที่ยังคงต้องใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงหลัก