ผู้ถือหุ้น EPCO พร้อมใจอนุมัติแผนลงทุนดำเนินการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาด 10 เมกะวัตต์ ซึ่งได้ Adder ที่ราคา 8 บาทต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมง เป็นเวลา 10 ปี
นายยุทธ ชินสุภัคกุล ประธานกรรมการ บริษัท โรงพิมพ์ตะวันออก จำกัด (มหาชน)(EPCO) เปิดเผยว่า ที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2555 ได้ลงมติอนุมัติให้สัตยาบรรณในการให้บริษัทฯ เข้าซื้อหุ้นใน สัดส่วนร้อยละ 100 และรับโอนสิทธิเรียกร้องทั้งหมดที่ บริษัท อินเตอร์ ฟาร์อีสท์ วิศวการ จำกัด (มหาชน) (IFEC) มีต่อ บริษัท ไอเฟค กรีน เพาเวอร์ พลัส จำกัด (IFEC GP) ซึ่งถือหุ้นเกินกว่า 98%ในบริษัทย่อย ได้แก่ บริษัท เจเคอาร์ พลังงาน จำกัด (JKR) และ บริษัท อาร์พีวี พลังงาน จำกัด (RPV) และกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินอันเกี่ยวข้องกับโครงการผลิตพลังงานไฟฟ้าด้วยเซลล์แสงอาทิตย์ จำนวน 10 เมกะวัตต์ ที่อำเภอบ่อพลอย จังหวัดกาญจนบุรี พร้อมกันนี้ได้พิจารณาอนุมัติการเข้าทำรายการได้มาซึ่งสินทรัพย์ของบริษัทฯ ในการลงทุนก่อสร้างโรงงานไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ด้วย
ทั้งนี้การลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ดังกล่าว เกิดจากการเล็งเห็นถึงโอกาสในการขยายการดำเนินธุรกิจของ EPCO จากการประกอบธุรกิจหลักที่เป็นผู้ผลิตสิ่งพิมพ์ที่ดำเนินธุรกิจโรงพิมพ์ในลักษณะการให้บริการครบวงจร ไปยังธุรกิจโรงไฟฟ้าที่สามารถคาดการณ์รายได้ในอนาคตได้อย่างชัดเจน และได้รับการสนับสนุนจากนโยบายของภาครัฐ ตลอดถึงการสร้างประโยชน์จากสภาพคล่องที่มีอยู่ในมือของ EPCO อีกทั้งการเข้าทำรายการได้มาซึ่งสินทรัพย์จากการลงทุนก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์นี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นของ EPCO ที่จะก้าวเข้าไปสู่ธุรกิจพลังงานทดแทนด้านอื่นๆในอนาคต เช่น โครงการผลิตไฟฟ้าจากขยะชุมชน (Waste to Energy) โครงการผลิตไฟฟ้าจากแรงลม (Wind Power) และโครงการผลิตไฟฟ้าจาก ชีวมวล (Bio Mass) และก๊าซชีวภาพ (Bio Gas) ซึ่งจะเป็นการช่วยเพิ่มรายได้และกำไรให้กับ EPCO ได้ในอนาคต
อย่างไรก็ตามสำหรับถือหุ้นของ EPCO ที่ได้อนุมัติโครงการลงทุนในครั้งนี้สามารถสะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจของผู้ถือหุ้นที่มีต่อโครงการที่จะลงทุนและเชื่อมั่นในความตั้งใจของคณะผู้บริหารว่ามีเป้าหมายที่จะสร้างฐานที่แข็งแรงและมั่นคงให้เกิดกับ EPCO ซึ่งโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาด 10 เมกะวัตต์ มีกำหนดก่อสร้างเสร็จและจำหน่ายไฟฟ้าเข้าสู่ระบบของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(กฟภ.)ได้ภายในวันที่ 30 มิ.ย.นี้ และจะทำให้ EPCO เริ่มรับรู้รายได้จากการขายไฟฟ้าตั้งแต่เดือน ก.ค.2555 เป็นต้นไป
ส่วนกำไรที่เพิ่มขึ้นมาจากการขายไฟฟ้าในปีนี้ทาง IFA ประเมินว่าจะอยู่ในช่วงระหว่าง 37.41-46.36 ล้านบาท ซึ่งเป็นการรับรู้เพียงครึ่งปีเท่านั้น และในปี 2556 จึงจะรับรู้ได้เต็มที่ โดยกำไรที่เพิ่มขึ้นจะเป็นส่วนบวกเพิ่มเติมจากธุรกิจสิ่งพิมพ์ที่มีอยู่ในปัจจุบัน และน่าจะทำให้ผู้ถือหุ้นได้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงไปในทางบวกที่น่าตื่นเต้น และเป็นการสร้างผลตอบแทนที่น่าสนใจอย่างมาก