ประเทศญี่ปุ่นมักจะลังเลเกี่ยวกับพลังงานนิวเคลียร์ ในฐานะที่เป็นเหยื่อระเบิดนิวเคลียร์เพียงชาติเดียว ไฮบากูชะเปรียบเสมือนผู้รอดชีวิตจากการโจมตีเมืองฮิโระชิมะ และเมืองนะงะซะกิของกองทัพอเมริกัน เหยื่อจากทั้งสองเมืองนี้มีบาดแผลจากผลพวงสงครามบวกกับการเหยียดชาติ ทั้งนี้ ญี่ปุ่นไม่เพียงแต่เป็นประเทศผู้สร้างภาพยนตร์ก็อตซิลลาอันโด่งดัง และนวนิยายเกี่ยวกับความเกรงกลัวที่มีต่อนิวเคลียร์นับไม่ถ้วนเท่านั้น แต่ยังเป็นประเทศที่สามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว หลังได้รับความบอบซ้ำจากสงครามเป็นอย่างมาก ด้วยการยืนหยัดฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานนิวเคลียร์ ในช่วงต้นปี พ.ศ. 2549 ประเทศญี่ปุ่นมีเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ที่สามารถใช้งานได้ถึง 54 เตา ซึ่งสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้เกือบ 30 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณไฟฟ้าที่ผลิตได้ภายในประเทศ พร้อมกันนั้นรัฐบาลญี่ปุ่นได้วางแผนก่อสร้างเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์อีก 14 เตา ตลอดจนตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์เป็น 53 เปอร์เซ็นต์ภายในปี พ.ศ. 2573
เราทั้งหลายต่างรู้ดีว่าเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้น ประชาชนกว่าหนึ่งแสนรายต้องอพยพออกจากที่อยู่อาศัยหลังแกนกลางเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์โรงไฟฟ้าฟุกุชิมะหลอมละลาย ยิ่งไปกว่านั้นโศกนาฏกรรมสึนามิส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตกว่าสองหมื่นคน และกระตุ้นต่อมความกลัวให้ผู้ที่อาศัยอยู่กรุงโตเกียวอพยพหนี กระนั้นภัยพิบัติดังกล่าวไม่ได้รุนแรงเหมือนที่ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านได้คาดการณ์ไว้ เช่น คนงานโรงไฟฟ้าฟุกุชิมะอาจได้รับอันตรายจากกัมมันตรังสี แต่การหลอมละลายของแกนกลางเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ส่งสัญญาณบางอย่าง...แน่นอนว่าเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ทยอยปิดตัวลงทีละเตา เป็นการเน้นย้ำถึงความไม่มั่นใจต่อพลังงานนิวเคลียร์ของประชาชน สุดท้ายแล้ว เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ทั้ง 3 เตาของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์โทมาริปิดตัวลงเพื่อการซ่อมบำรุงในช่วงสุดสัปดาห์ นับเป็นครั้งแรกในรอบ 70 ปีที่ประเทศญี่ปุ่นหยุดเดินเครื่องโรงไฟฟ้านิวเคลียร์
ยังคงเป็นประเด็นถกเถียงว่าญี่ปุ่นจะเลิกเพิ่งพึงพลังงานนิวเคลียร์หรือไม่ สุดท้ายแล้วโรงไฟฟ้าส่วนใหญ่ที่ปิดตัวลงมีกำหนดการเดินเครื่องอีกครั้ง แต่เกิดแรงกดดันจากภาคประชาชนในหลายๆเมืองให้ยุติการเดินเครื่องเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ ทั้งนี้ ไม่ใช่แค่ญี่ปุ่นพียงชาติเดียวเท่านั้นที่หันหลังให้กับพลังงานนิวเคลียร์หลังเหตุการณ์ฟุกุชิมะ ประเทศเยอรมนีก็แสดงปฏิกิริยาต่อข่าวการหลอมละลายของแกนกลางเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ด้วยการประกาศแผนชะลอการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ภายในปี พ.ศ. 2565 โดยหันไปศึกษาการใช้พลังงานทดแทนอื่น เช่น พลังงานลมกับพลังงานแสงอาทิตย์ ส่วนทั่วโลกยังคงลังเลที่จะสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สหรัฐอเมริกาสงวนท่าทีก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในรอบหลายทศวรรษ แม้จะมีเงินอุดหนุนมหาศาลก็ตาม โดยในปี พ.ศ. 2553 โรงไฟฟ้านิวเคลียร์สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้เพียง 13 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณกระแสไฟฟ้าที่ผลิตได้ทั่วโลก ทั้งนี้ทั้งนั้น ประเทศที่กำลังพัฒนาอย่างจีนและอินเดียยังคงมีแผนที่จะก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ด้านนิตยสาร ดิ อีโคโนมิสต์ได้หยิบยกประเด็นทิศทางพลังงานนิวเคลียร์เป็นบทความเด็ด ในหัวข้อ เทพผู้ตกจากสวรรค์ หรือ (The God that Failed)
คุณเองก็เดาได้ว่ากลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมหลายกลุ่มยินดีกับข่าวนี้ ผู้ประท้วงกว่าพันคนได้เดินขบวนผ่านถนนหลายสายในกรุงโตเกียวเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคมที่ผ่านมา เพื่อเฉลิมฉลองการปิดเตาปฏิกรณ์ตัวสุดท้าย นอกจากนี้ กลุ่มอนุรักษ์อย่างกรีนพีซ และเซียร์รา คลับ ยังคงต่อต้านพลังงานนิวเคลียร์อย่างเห็นได้ชัด แต่ทราบหรือไม่ว่าการปิดตัวของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในประเทศญี่ปุ่นและเยอรมณีเป็นข่าวร้ายสำหรับสิ่งแวดล้อม เนื่องจากพลังงานนิวเคลียร์เป็นเพียงพลังงานเดียวที่ไม่ก่อให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้มากกว่าพลังงานสะอาดอย่างพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ (ในปี พ.ศ.2549 แหล่งพลังงานทดแทนอื่นที่ไม่ใช่แหล่งพลังงานน้ำสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้น้อยกว่า 1 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณไฟฟ้าที่ผลิตได้ทั่วโลก) หากยกเลิกโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ จะเป็นการยากที่จะลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งอยู่ในภาวะขาดแคลนพลังงาน พยายามที่จะใช้ก๊าซธรรมชาติและปิโตรเลียมแทนการใช้พลังงานนิวเคลียร์ แม้ว่าประชากรชาวญี่ปุ่นจะลดการใช้ไฟฟ้าตามนโยบายประหยัดไฟฟ้า เซ็ดซูเด็น แต่รัฐบาลญี่ปุ่นได้เตือนว่าญี่ปุ่นอาจประสบกับปัญหาการขาดแคลนไฟฟ้าในช่วงฤดูร้อน ซึ่งประเทศผู้นำทางเศรษฐกิจ โดยมีจีดีพีสูงเป็นอันดับสามของโลกหล่นจากอันดับ เนื่องจากไม่สามารถฟื้นตัวจากเหตุการณ์สึนามิ ทั้งนี้ ประเทศญี่ปุ่นคาดการณ์ว่าจะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณ 180 ถึง 210 ล้านตันในปีงบประมาณนี้ ทำลายความตั้งใจในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ภายใต้พิธีสารโตเกียวที่ได้ดำเนินการมาแล้วมาหลายปี ด้าน นายโยชิโตะ เซนโกกุ รองผู้อำนวยการส่วนนโยบาย พรรคประชาธิปไตยแห่งญี่ปุ่น กล่าวว่าเราควรพิจารณาถึงผลกระทบต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ และความเป็นอยู่ของประชาชนชาวญี่ปุ่น หากหยุดเดินเครื่องหากเตาปฏิกรณ์ทุกเตา อาจเกิดการฆ่าตัวตายหมูในญี่ปุ่นก็เป็นได้
ทั้งนี้ ประเทศเยอรมนีเตรียมพร้อมอย่างดีหากสงวนท่าทีในการพึ่งพิงพลังงานนิวเคลียร์ ด้วยการหันไปใช้ก๊าซธรรมชาติ เช่น เชื้อเพลิงฟอสซิล หรือแม้กระทั่งพลังงานสะอาดอื่นทดแทนพลังงานนิวเคลียร์ โดยในปีที่ผ่านมาประเทศเยอรมนีลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงร้อยละ 2 เมื่อเทียบกับปี พ.ศ. 2551 แม้เยอรมณีปิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แต่เนิ่นๆ แต่ก็สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ซึ่งก่อปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไม่น้อย การพึ่งพิงพลังงานถ่านหินของประเทศเยอรมนีนับเป็นนโยบายที่ไร้ซึ่งเหตุผลในการขจัดปัญหาในการส่งเสริมพลังงานที่ไม่ก่อก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (De-carbonizing Energy)