ก็อย่างที่เรารู้และเข้าใจกันดีว่าอุตสาหกรรมพลังงานนิวเคลียร์แค่เริ่มต้นก็ส่อแววมีปัญหาเสียแล้ว สาเหตุของปัญหาที่ว่านี้มาจากภาพควันหลงจากการทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ที่ฮิโระชิมะและนะงะซะกินั่นเอง
แม้ภายหลังจะมีการใช้พลังงานนิวเคลียร์ไปในทางสันติก็ตาม แต่หลายต่อหลายคนกลับกลัวพลังงานนิวเคลียร์หลังเกิดอุบัติเหตุนิวเคลียร์ที่เกาะทรีไมล์เมื่อปี พ.ศ. 2522 และยิ่งกลัวขึ้นไปอีกเมื่อเกิดภัยพิบัติเชอร์โนบิลเมื่อปี พ.ศ. 2529 ซึ่งนับเป็นอุบัติเหตุนิวเคลียร์ที่เลวร้ายกว่าเดิม ความวิตกกังวลเกี่ยวกับความหายนะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่เกิดการรั่วไหลของกัมมันตรังสี อาจทำให้ความหวังในการพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์สิ้นสุดลง
แต่แล้วเมื่อสามสี่ปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมนิวเคลียร์กลับได้รับความสนใจอีกครั้ง เรียกได้ว่าช่วงเวลาดังกล่าวว่าเป็นยุคเรอเนสซองซ์ของอุตสาหกรรมพลังงานนิวเคลียร์เลยก็คงไม่ผิดนัก มีการสร้างเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ใหม่ราว 65 เตา แต่ก็ยังไม่วายเกิดคำถามขึ้นอีกครั้งหนึ่งหลังเกิดเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในแดนอาทิตย์อุทัย แน่นอนว่าประชากรทั่วโลกมุ่งความสนใจไปยังโรงไฟฟ้าฟุกุชิมะ ไดอิชิ หลังเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวและคลื่นสึนามิถล่มโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ซึ่งทำให้วิศวกรไม่สามารถควบคุมระบบหล่อเย็นที่ช่วยป้องกันการหลอมละลายของแกนปฏิกรณ์นิวเคลียร์ได้ ประชาชนจึงพากันอพยพออกจากพื้นที่โดยรอบ และเกิดความตระหนกไปทั่วกรุงโตเกียวหลังจากที่ระดับกัมมันตรังสีเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย
ข่าวร้ายต่อแวดวงอุตสาหกรรมพลังงานนิวเคลียร์ไม่ได้หยุดเพียงแค่นี้ รัฐบาลในหลายๆ ประเทศได้เร่งประกาศพิจารณาโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ เช่น ประเทศเยอรมนีเลื่อนการตัดสินใจก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ภายในประเทศออกไป 3 เดือน เพื่อรอดูสัญญาณฟื้นตัวในแดนปลาดิบ เนื่องจากประเทศญี่ปุ่นได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่เตรียมพร้อมรับมือแผ่นดินไหวได้ดีที่สุดในโลก
ทั้งนี้ทั้งนั้น ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าปรากฏการณ์โลกร้อนได้กลายเป็นปัจจัยกระตุ้นที่ทำให้เกิดความลังเลที่จะก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ด้วยเหตุนี้ จึงควรให้ความสำคัญต่ออันตรายที่มีสาเหตุมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากกว่าความเสี่ยงในการใช้เทคโนโลยีนิวเคลียร์ เพราะพลังงานนิวเคลียร์นับเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยลดการพึ่งพิงเชื้อเพลิงถ่านหินในหลายๆ ประเทศ โดยเฉพาะในประเทศที่มีความต้องการใช้พลังงานสูง แต่กลับไม่มีทางเลือกด้านพลังงานเลย จึงทำให้ประทศเหล่านี้ต้องหันไปพึ่งพิงเชื้อเพลิงฟอสซิล ถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซ ถึงกระนั้นด้วยราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลายๆ ประเทศคงต้องหันมาซบพลังงานนิวเคลียร์เข้าสักวัน
แน่นอนว่า เราสามารถเรียนรู้ได้จากบทเรียนหลังวิกฤตการณ์ฟุกุชิมะ กล่าวคือตระหนักไว้เสมอว่าการใช้งานเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์มีความเสี่ยงเสมอ ฉะนั้นควรใส่ใจทั้งสถานที่ตั้งและความปลอดภัยของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ทั้งนี้ ประเทศที่ได้ชื่อว่าได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่เกิดแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงบ่อยครั้งอย่างชิลีและอินโดนีเซียควรตั้งคำถามว่าสามารถใช้ประโยชน์จากพลังงานนิวเคลียร์ได้อย่างปลอดภัยหรือไม่ ส่วนประเทศจีน รัสเซีย และสหรัฐอเมริกายังคงมั่นใจว่าพลังงานนิวเคลียร์สามารถตอบโจทย์ความต้องการใช้เชื้อเพลิงในอนาคต หากแต่ว่าประเทศเหล่านี้จะทำอย่างไรให้ประชาชนรู้สึกร่วมว่าการใช้พลังงานนิวเคลียร์มีความปลอดภัย จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลในแต่ละประเทศที่จะต้องเน้นย้ำประเด็นสำคัญด้านการใช้พลังงานนิวเคลียร์ อันได้แก่ ความปลอดภัย และมาตรการการรักษาความปลอดภัย