หลังจากที่ได้แนะนำกันไปแล้วว่าสินเชื่อพลังงานคืออะไรและมีธนาคารไหนปล่อยสินเชื่อพลังงานกันบ้าง ในตอนนี้เราจะมาว่าด้วยเรื่อง กู้อย่างไรให้ผ่านฉลุย ว่านอกจากการเตรียมหลักฐานเอกสารตามเงื่อนไขข้อกำหนดของธนาคารแล้ว เราต้องเตรียมตัวในเรื่องใดอีกบ้าง ซึ่งเราได้ผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรงมาให้คำตอบในเรื่องนี้กัน
ในครั้งนี้เราได้รับเกียรติจาก คุณสุภกิจ บุญเลี้ยง ผู้อำนวยการฝ่าย ผู้บริหารฝ่าย ฝ่ายกลยุทธ์วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ธนาคารกรุงไทย ในการพูดคุยบอกเล่าเคล็ดลับดีๆ ในการกู้สินเชื่อพลังงานให้แก่ผู้ที่กำลังศึกษาข้อมูลหรือกำลังเตรียมตัวอยู่
อยากกู้ เริ่มต้นยังไง
สินเชื่อที่กู้ไปไม่ว่าจะเป็นโครงการที่เกี่ยวกับการประหยัดพลังงาน เช่น การเปลี่ยนหลอดไฟในอาคาร ใช้อุปกรณ์ที่ประหยัดพลังงาน หรือกู้ไปลงทุนเพื่อทำในโครงการอนุรักษ์พลังงาน ก็คือใช้พลังงานทางเลือกอื่น ยกตัวอย่างเช่น การทำโรงงานผลิตแอลกอฮอลหรือเอทานอล การทำโซล่าฟาร์มที่ผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่เป็นพลังงานทางเลือก
ลูกค้ามีหน้าที่เดียวคือ การทำให้ธนาคารรู้จักธุรกิจของตัวเองก่อนว่าตัวเองจะทำอะไร ให้มีความชัดเจน เช่น การเปลี่ยนหลอดไฟในอาคารสำนักงานทั้งหมด ลงทุนเป็นมูลค่า....ล้านบาท หรือในโครงการอนุรักษ์พลังงาน ผลิตพลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ก็คือการทำโซล่าฟาร์ม เหล่านี้ต้องบอกให้ชัดเจน
ผู้ประกอบการต้องบอกให้ธนาคารรู้ก่อนว่าตัวเองจะทำอะไร มีการแยกแยะให้ชัด แล้วสื่อสิ่งที่ตัวเองทำให้ธนาคารรู้ สื่อตัวแรกก็คือ มูลค่าการลงทุนทั้งหมดเท่าไหร่ และการลงทุนนั้นจะต้องมีเงินของตัวเองบางส่วน เงินกู้บางส่วน ถ้าจะลงทุนแล้วใช้เงินกู้ทั้งหมด 100% อย่างนี้ไม่ได้ ส่วนเงินของตัวเองจะมากจะน้อยขึ้นอยู่กับตัวลูกค้าเอง ถ้ากู้มากสัดส่วนหนี้สินต่อทุนก็สูง ภาระดอกเบี้ยจ่ายก็สูง และต้องดูต่อไปว่าธุรกิจของเรานั้นสร้างได้มากหรือน้อย ถ้าสร้างรายได้มากก็สามารถกู้ได้เยอะเพราะรับดอกเบี้ยได้เยอะ แต่ถ้าธุรกิจของเราอยู่ในหมวดที่ได้กำไรน้อย การกู้ก็จะมีข้อจำกัด เพราะกิจการไม่สามารถรับภาระดอกเบี้ยได้จำนวนมาก
สรุปก็คือ ผู้ประกอบการจะต้องรู้ว่าตัวเองทำอะไร รู้แล้วสามารถถ่ายทอดให้คนอื่นรู้ได้ด้วยว่าตัวเองทำอะไรและลงทุนเท่าไหร่ การจะกู้มากกู้น้อยอยู่ที่ความสามารถในการชำระหนี้ของกิจการ ผู้ประกอบการมักจะกังวลการเรื่องการหาหลักประกัน แต่หลักประกันนั้นธนาคารจะพูดถึงทีหลัง ธนาคารจะพูดถึงกิจการที่ทำก่อน งบประมาณลงทุนก่อน ธนาคารจึงจะดูปัจจัยอื่นประกอบ
ธนาคารอยากรู้อะไรจากผู้กู้บ้างบ้าง?
ปัจจัยที่ธนาคารจะดูนั้นมี 6Cs ก็คือ
1.Character ของผู้กู้ ถ้าผู้กู้มีคาแรกเตอร์ที่ดี แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือกับธนาคาร ธนาคารนั้นจะคิดเหมือนว่าตัวเองคือเถ้าแก่ว่าถ้าให้เงินไปแล้วลูกค้าจะคืนเงินหรือเปล่า ดูถึงความสามารถและความเต็มใจในการชำระหนี้
2.Capacity เป็นเรื่องของความสามารถในการหารายได้ ที่ว่าสร้างรายได้มากก็กู้ได้มาก สร้างรายได้น้อยก็กู้ได้น้อย กิจการแต่ละกิจการมีความสารถที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับว่าธุรกิจนั้นๆ มีการแข่งขันมากน้อย สามารถตั้งราคาได้มากหรือน้อย อำนาจการต่อรองของผู้ซื้อมีมากหรือน้อย
3.Capital ก็คือเงินทุน ที่บอกว่าถ้าความสามารถในการทำกำไรสูง capital ก็อาจจะใช้น้อยกว่าโครงการที่มีความสามารถในการทำกำไรต่ำ
4.Collateral ก็คือหลักประกัน ธนาคารก็จะดูเป็นปัจจัยตามมาว่ามีหลักประกันไหม มากู้ทำโครงการเกี่ยวกับอนุรักษ์พลังงานก็ต้องดูว่าหลักประกันที่ธนาคารจะดูคืออะไร ก็คือตัวโครงการหลัก เขาเรียกว่า core assets กู้กับธนาคารก็ต้องเอา core assets ตัวนี้เป็นหลักประกันให้ธนาคารด้วย ที่ธนาคารพูดถึงหลักประกันก็เพราะหลักประกันนั้นสามารถนำมาหักสำรองหนี้ได้ เพราะสินเชื่อที่ปล่อยไปทุกบาททุกสตางค์ หนี้ที่ชำระปกติหรือลูกหนี้ปกติเนี่ยธนาคารต้องสำรอง 1% และถ้าสินเชื่อนั้นค้างชำระเกิน 3 เดือนขึ้นไป ธนาคารต้องสำรอง 100% แต่การมีหลักประกัน ธนาคารสามารถนำหลักประกันมาลดเงินสำรองหนี้ได้ ถ้ารายไหนมีหลักประกันค่าใช้จ่ายธนาคารก็ต่ำเพราะธนาคารจะสำรองน้อยหรือแทบไม่ต้องสำรองเงินเลย
5.Conditions ความสามารถในการแข่งขัน ความสามารถในการจัดหาทุนในกรณีที่ต้องมีการเพิ่มทุน ในกรณีที่งานไม่เป็นไปตามที่ประมาณการไว้ ลูกค้าต้องมีเงินทุนมารองรับ
6.Control การควบคุมบริหารงานของกิจการ
ถ้าผู้กู้เตรียม 6Cs นี้ได้ สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ธนาคารต้องการจะรู้ สิ่งเหล่านี้จะลงไปสู่ภาคปฏิบัติก็คือ business plan แผนธุรกิจก้คือทำอย่างไรให้ธนาคารรู้ถึง 6 ตัวนี้ และนี่คือสิ่งที่จะทำให้เรามาคุยกับธนาคารได้เข้าใจมากขึ้น
พื้นที่ในตอนนี้หมดซะแล้ว ตอนหน้าเรามาติดตามกันต่อว่าคำแนะนำจากธนาคารสำหรับผู้กู้สินเชื่อพลังงานมีอะไรอีกบ้าง รับรองว่านำไปใช้จริงได้แน่นอน รวมถึงยังมีอีกหนึ่งธนาคารที่จะมาให้คำแนะนำเพิ่มเติมด้วย