บรรดานักอุตุนิยมวิทยาจากสถานีพยากรณ์อากาศออสเตรเลียได้เขียนบทวิจารณ์สภาพอากาศที่เลวร้ายทั่วโลกจากการวิเคราะห์ข้อมูลที่องค์การอุตุนิยมวิทยาโลกได้เก็บรวบรวมมาหลายทศวรรษ และได้จัดอันดับภูมิภาคที่เผชิญกับไฟป่า (Bushfire) คลื่นความร้อน พายุไซโคลน พายุทอร์นาโด ฝนตกหนัก หิมะตกหนัก เพื่อกระตุ้นให้ผู้คนทั่วโลกมีมโนทัศน์เกี่ยวกับการการเปลี่ยนแปลงทางสภาพอากาศ
ดิ๊ก วิตเทกเกอร์ หัวหน้านักอุตุนิยมวิทยา กล่าวว่าหลายคนคงคิดว่าประเทศออสเตรเลียเป็นประเทศที่ประสบกับภาวะลมฟ้าอากาศสุดโต่งมากที่สุดประเทศหนึ่งของโลก แต่หลายคนอาจรู้สึกแปลกใจที่ประเทศนี้ไม่ติดอันดับหนึ่งเลย ออสเตรเลียนับได้ว่าเป็นประเทศที่โชคดีในหลายๆ ด้าน และเป็นประเทศที่สันทัดด้านการพยากรณ์อากาศ (Weather-Wise) ด้านทวีปอเมริกาเหนือประสบกับพายุหิมะ พายุทอร์นาโด และพายุเฮอริเคนที่รุนแรง...ตลอดจนประสบกับภาวะลมฟ้าอากาศสุดโต่งกว่าปกติ
ทั้งนี้ ประเทศออสเตรเลียติดอันดับสูงสุด 5 อันดับ ถึง 4 รายการ จากทั้งหมด 8 รายการ เริ่มจากอันดับหนึ่ง คือ ไฟป่า อันดับสาม คือ คลื่นความร้อน (ขณะที่อุณหภูมิสูงกว่าอุณหภูมิเฉลี่ยสูงสุดถึง 5 องศาเซลเซียส หรือสูงกว่าวันธรรมดา) อันดับห้า คือ ฟื้นที่ที่มีฝนตกมากที่สุด (Mount Bellenden Ker ในรัฐควีนส์แลนด์ ด้วยปริมาณน้ำฝน 8352 มิลลิเมตรต่อปี) อันดับสี่ คือ การจัดอันดับพายุไซโคลน พายุเฮอริเคน หรือพายุไต้ฝุ่นที่มีความเร็วลมสูงขณะพัดขึ้นฝั่ง (Landfall) ทั้งนี้ พายุไซโคลนโมนิกพัดถล่มประเทศออสเตรเลียด้วยความเร็วลม 285 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ถัดจากพายุเฮอริเคนคามิลล์ที่พัดถล่มประเทศสหรัฐอเมริกาด้วยความเร็วลม 285 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และพายุไต้ฝุ่นโจแอนและเมกีที่พัดถล่มประเทศไต้หวันและฟิลิปปินส์ ด้วยความเร็วลม 295 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
ทอม ซอนเดอร์ส นักอุตุนิยมวิทยาอาวุโส กล่าวว่าประเทศออสเตรเลียไม่ติดอันดับ 5 ประเทศ ที่แห้งแล้งมากที่สุดในโลก แม้ว่าพื้นที่แห้งแล้งมากที่สุดในประเทศอย่างทะเลสาบแอร์ ก็ยังมีโอกาสที่จะเกิดฝนตกในช่วงเวลาสั้นๆ ทั้งนี้ เกิดสภาพอากาศแปรปรวนในสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บริเวณอ่าวเม็กซิโก ซึ่งมีภูมิอากาศแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ด้านหนึ่งของอ่าวมีภูมิอากาศร้อนชื้น ส่วนอีกด้านมีภูมิอากาศเย็นแห้ง
ทั้งนี้ทั้งนั้น สภาพอากาศของออสเตรเลีย ตลอดจนสภาพอากาศทั่วโลกจะวิปริตมากกว่านี้ในทศวรรษหน้า เนื่องจากปรากฏการณ์โลกร้อน และความร้อนนับเป็นปัจจัยหลักที่ก่อให้เกิดพายุฝนฟ้าคะนอง น้ำท่วม และไฟป่าที่รุนแรง ทั้งนี้งานวิจัยดังกล่าวได้รับการเผยแพร่ในวารสารไคลเมท (Journal of Climate) ซึ่งเป็นวารสารรายปักษ์ โดยสมาคมอุตุนิยมวิทยาอเมริกัน ระบุว่าไม่สามารถอธิบายความร้อนที่ทวีความรุนแรงขึ้นด้วยปัจจัยทางธรรมชาติเพียงอย่างเดียว
นอกจากนี้ นักวิทยาศาสตร์ยังศึกษาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเกิดขึ้นเมื่อ 1,000 ปีก่อน จากบันทึกทางธรรมชาติ เช่น วงปีของต้นไม้ และแกนน้ำแข็ง