การซื้อผลิตภัณฑ์ที่สามารถย่อยสลายได้ทางชีวภาพ (Biodegradable Products) นับเป็นวิธีการง่ายๆ ที่คุณสามารถช่วยลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม แต่ขยะเหล่านี้ย่อยสลายได้เร็วกว่าขยะทั่วๆ ไป ผลที่ตามมาก็คือการเร่งการปล่อยก๊าซมีเทน ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกที่ก่อให้เกิดปรากฏการณ์โลกร้อน
ผลการวิจัยพบว่าหลุมฝังกลบบางแห่งกักเก็บก๊าซมีเทนและใช้เป็นแหล่งเชื้อเพลิงเพื่อผลิตกระแสฟ้า แต่หลุมฝังกลบหลายแห่งกลับไม่มีวิธีจัดการกับก๊าซมีเทน ในกรณีดังกล่าว ขยะที่สามารถย่อยสลายได้ทางชีวภาพอาจจะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าขยะทั่วไป กระนั้น ผลการวิจัยไม่ได้ระบุว่าขยะที่สามารถย่อยสลายได้ทางชีวภาพจะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเสมอไป จริงๆ แล้ว ขยะเหล่านี้ส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อม หากมีการกำจัดแบบถูกวิธี
มอร์ตัน บาลาซ วิศวกรสิ่งแวดล้อมจากมหาวิทยาลัยนอร์ทแคโรไลนา กล่าวว่า หากต้องการทราบจริงๆ ว่าขยะประเภทไหนส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่ากัน ควรพิจารณาตั้งแต่การปล่อยก๊าซต่างๆ ตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ โดยเริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการผลิต รวมถึงการกำจัดขยะที่ต้องการเปรียบเทียบ ถึงกระนั้น สิ่งที่ผู้วิจัยพยามทำคือต่อต้านความคิดที่ว่าผลิตภัณฑ์ที่สามารถย่อยสลายได้ทางชีวภาพส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อมเสมอ
เพื่อประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมหลังจากการทิ้งผลิตภัณฑ์ที่สามารถย่อยสลายได้ทางชีวภาพ มอร์ตัน บาลาซ และเจมส์ ลูวิส ผู้ร่วมวิจัย ได้กำหนดขอบเขตการวิจัยโดยทำการศึกษาหลุมฝังกลบในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งรองรับขยะจำนวน 135 เมตริกตันต่อปี และพบว่าหลุมฝังกลบหลายร้อยแห่งใช้ก๊าซมีเทนเป็นแหล่งพลังงาน แต่หลุมฝังกลบกว่าร้อยแห่งกลับไม่มีระบบจัดการก๊าซมีเทนเลย ทั้งนี้ อาจกล่าวได้ว่าหลุมฝังกลบเป็นแหล่งปล่อยก๊าซมีเทนที่มนุษย์สร้างขึ้นมากที่สุดเป็นอันดับสองเลยก็ว่าได้
การวิจัยดังกล่าวอาศัยแบบจำลองคอมพิวเตอร์เพื่อวัดค่าเฉลี่ยการปล่อยก๊าซมีเทนจากขยะแต่ละประเภทจากหลุมกลบแต่ละแบบทั่วประเทศสหรัฐอเมริกา โดยนักวิจัยระบุผลการวิจัยในวารสาร เอนไวเรินเมินทอล ไซน์ แอนด์ เทคนอลโลจี (Environmental Science and Technology) ว่าผลิตภัณฑ์ที่ย่อยสลายเร็วปล่อยก๊าซมีเทนมากที่สุด ทั้งนี้ ไก้สรุปว่าหากผลิตภัณฑ์ย่อยสลายช้าลง คล้ายอายุการย่อยสลายของหนังสือพิมพ์ อาจส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น แต่หากผลิตภัณฑ์เหล่านี้ย่อยสลายเร็วขึ้น กลับส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น
ด้าน รามานี นารายัน วิศวกรเคมีจากมหาวิทยาลัยมิชิแกนสเตต ที่ปรึกษาสถาบันผลิตภัณฑ์ที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ กล่าวว่า ผลการศึกษาไม่ควรบิดเบือนข้อเท็จจริงหรือออกนอกประเด็นจนเกินไป ทั้งนี้ หากแยกขยะประเภทเศษอาหารและขยะอินทรีย์จากการทำสวนไปยังโรงงานผลิตปุ๋ยจะช่วยลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมลง นอกจากนี้ รามานียังถกประเด็นที่ระบุในนิตยสาร รีซอร์ส รีไซคลิ่ง (Resource Recycling) ซึ่งอ้างว่า ผลการศึกษาจากมหาวิทยาลัยนอร์ทแคโรไลนาคลายความสงสัยเกี่ยวกับผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากวัสดุที่สามารถย่อยสลายได้ทางชีวภาพว่าวัสดุเหล่านี้ปล่อยก๊าซมีเทนซึ่งมีอนุภาพร้ายแรง เมื่อมันย่อยสลาย ว่าเป็นคำกล่าวที่สร้างความเข้าใจผิดอย่างมาก ทั้งนี้ พลาสติกที่ผลิตจากพอลิโพรไพลีน ซึ่งสามารถย่อยสลายได้ทางชีวภาพ ได้รับการออกแบบให้มีอายุการย่อยสลายเทียบเท่าการผลิตปุ๋ยจากเศษอาหารและขยะอินทรีย์อื่นๆ แต่ต้องไม่กองรวมกับขยะอื่นๆ ในหลุมฝังกลบ และการแยกขยะที่สามารถย่อยสลายได้ทางชีวภาพไปยังโรงงานผลิตปุ๋ยอินทรีย์นับเป็นทางออกที่ดีในการใช้ประโยชน์จากผลิตภัณฑ์ดังกล่าว นอกจากนี้ รามานี นารายัน ยังแนะว่า หากต้องการลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ก่อนอื่นควรลดการบริโภคและควรแยกขยะอย่างถูกวิธี
ทั้งนี้ทั้งนั้น ถุงพลาสติกที่สามารถย่อยสลายด้วยชีวภาพยังคงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ หากแต่เราควรคำนึงถึงวิธีการจัดการขยะในแต่ท้องถิ่นสักนิด